KKBS จับมือ สสว. ดัน SMEs ไทย–อาเซียนบุกตลาดฮ่องกงผ่านอีคอมเมิร์ซ ยกระดับมาตรฐานสินค้า-เสริมทักษะดิจิทัล ขยายฐานสู่ Greater Bay Area และตลาดโลก

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และศูนย์พัฒนาและวิจัยผู้ประกอบการ (The Centre for Entrepreneur Development and Research: CEDAR) ประเทศมาเลเซีย จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการรูปแบบไฮบริด ภายใต้หัวข้อ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME อาเซียนในตลาดฮ่องกงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ณ โรงแรมจูบิลี่ เพรสทีจ รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้ประกอบการ SMEs จากประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม เพื่อเสริมศักยภาพด้านการทำตลาดต่างประเทศ การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล และการเตรียมความพร้อมสำหรับขยายธุรกิจสู่ตลาดฮ่องกงและตลาดโลก

(นายวิทวัส ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม)

นายวิทวัส ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รักษาการแทนผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวว่า สสว. เดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ทั้งในประเทศไทยและสมาชิกอาเซียนรวม 11 ประเทศ ให้สามารถเข้าสู่ตลาดฮ่องกงและจีนได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบความร่วมมือเขตการค้าเสรีอาเซียน–ฮ่องกง (ASEAN–Hong Kong FTA) โดยมุ่งใช้ฮ่องกงเป็นจุดเชื่อมสำคัญในการเข้าสู่พื้นที่อ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า หรือ Greater Bay Area (GBA) ของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและสามารถต่อยอดไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้นในระดับสากล

สำหรับตลาดฮ่องกงถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการ SMEs เนื่องจากเป็นตลาดที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงถึง 90% ขณะที่สินค้าจากประเทศไทยมีสัดส่วน 58.4% คิดเป็นมูลค่ารวม 11 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลปี 2568 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารสดและอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ SMEs ไทยมีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพในการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค อีกทั้งสินค้าไทยยังได้รับความนิยมและการยอมรับจากผู้บริโภคชาวฮ่องกงและชาวจีน

ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนผู้ประกอบการในครั้งนี้จึงมุ่งพัฒนา 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของฮ่องกงและจีน การปรับปรุงข้อมูลสินค้าและส่วนประกอบให้เป็นภาษาจีนอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และการนำผู้ประกอบการเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ลดขั้นตอนและข้อจำกัดของระบบการค้าแบบดั้งเดิม ตลอดจนลดการพึ่งพาตัวกลาง โดยมีแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง JD.com, Tmall และ Taobao ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์และการสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าและสร้างการจดจำในกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ สสว. ยังทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงานเว็บไซต์ “ASEAN Access” ซึ่งเป็นพอร์ทัลกลางด้านการค้าของภูมิภาค พร้อมช่องทางการเรียนรู้ออนไลน์ “ASEAN Access LEARN” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบทเรียน องค์ความรู้ และกลยุทธ์ด้านการทำธุรกิจย้อนหลังได้ตลอดเวลา โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีบทบาทในการบ่มเพาะนวัตกรรมและองค์ความรู้เพื่อสนับสนุน SMEs และ Startup ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์สุทธิ พื้นแสน คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์สุทธิ พื้นแสน คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการรับทุนสนับสนุนจากโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน–ฮ่องกง (ASEAN–Hong Kong FTA Economic Cooperation หรือ ECP) โดยมีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการ และผลักดันสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดฮ่องกง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขยายโอกาสทางการค้าไปยังตลาดโลก

โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินงาน และขยายการพัฒนาผู้ประกอบการผ่านระบบออนไลน์ไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ ผ่านแพลตฟอร์ม “ASEAN Access LEARN” และ “ASEAN Access MATCH” ควบคู่กับการจัดกิจกรรมอบรมและเวิร์กช็อปในรูปแบบไฮบริด เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการทำตลาดต่างประเทศ หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของโครงการ คือ กิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้พบกับตัวแทนจำหน่าย (Distributor) และผู้ซื้อ (Buyer) รายใหญ่จากฮ่องกงมากกว่า 10 ราย เพื่อสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงทางธุรกิจและต่อยอดสู่การค้าในตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์สุทธิ พื้นแสน กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ผู้ประกอบการ SMEs จะมีความเชี่ยวชาญด้านสินค้าและบริการของตนเองอยู่แล้ว แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่ ทักษะการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล การทำตลาดออนไลน์ และเครือข่ายทางธุรกิจในต่างประเทศ โครงการจึงมุ่งเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับมุมมองจากการมุ่งเน้นตลาดภายในประเทศ ซึ่งมีประชากรราว 70 ล้านคน ไปสู่การมองตลาดโลกที่มีประชากรหลายพันล้านคน โดยใช้ฮ่องกงเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขยายโอกาสและฐานลูกค้า

ในฐานะสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังวางบทบาทเป็น “สะพานเชื่อม” (Bridge) ระหว่างภาควิชาการและภาคธุรกิจ ด้วยการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากฮ่องกง จีน มาเลเซีย และไทย มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง SMEs กับคู่ค้าและผู้ซื้อในต่างประเทศโดยตรง เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านองค์ความรู้และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“การปรับตัวในยุคดิจิทัล ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองข้ามข้อจำกัดด้านภาษา เนื่องจากปัจจุบันมีเทคโนโลยี AI และแอปพลิเคชันแปลภาษาที่เข้ามาช่วยทลายกำแพงด้านการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับทัศนคติให้มองว่าโลกทั้งใบคือ ตลาดของเรา ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าในฮ่องกง จีน อเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น ทุกคนสามารถเข้าถึงสินค้าของ SMEs ได้ หากรู้จักใช้เครื่องมือดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป้าหมายในการนำพาธุรกิจไทยและอาเซียนให้เติบโตไกลในระดับโลก” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์สุทธิ พื้นแสน กล่าว

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางธุรกิจสู่การสร้างโอกาสในโลกการค้าจริง โดยมุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ทั้งด้านมาตรฐานสินค้า ทักษะดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างประเทศ ควบคู่กับการสร้างมุมมองใหม่ให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นโอกาสจากตลาดที่กว้างขึ้น ผ่านการใช้เทคโนโลยีและเครือข่ายความร่วมมือเป็นกลไกสำคัญในการขยายธุรกิจ โดยมีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์ความรู้ ภาคธุรกิจ และเครือข่ายพันธมิตรในระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยและอาเซียนสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีสากล